@lily..gorai..04: jb vdo bnane ka mood na ho tb pta nh kya kya ban jata h...🥺😖😣

❤ L I L Y ❤
❤ L I L Y ❤
Open In TikTok:
Region: IN
Wednesday 24 June 2020 10:31:02 GMT
188
60
0
0

Music

Download

Comments

There are no more comments for this video.
To see more videos from user @lily..gorai..04, please go to the Tikwm homepage.

Other Videos

#คุณรู้หรือไม่? #คดียักยอก หรือ#ฉ้อโกงทรัพย์สินของวัด ไม่ใช่เพียงเรื่องของ “เงินหาย” แต่เกี่ยวข้องทั้งกับ กฎหมายอาญา ระบบบัญชี และความโปร่งใสในการบริหารศาสนสมบัติ กฎหมายไทยกำหนดความผิดฐาน ยักยอกทรัพย์ ไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ส่วน ฉ้อโกง อยู่ในมาตรา 341 โดยมีองค์ประกอบความผิดแตกต่างกันตามลักษณะการกระทำ ที่ผ่านมา ประเทศไทยก็มีคดีที่เกี่ยวข้องกับเงินวัดจริง เช่น คดีอดีตลูกศิษย์ใกล้ชิดสมเด็จพระวันรัต ซึ่งศาลพิพากษาจำคุก 10 ปี จากคดีลักทรัพย์ ฉ้อโกง ปลอมและใช้เอกสารปลอม และให้ชดใช้เงินคืนวัดกว่า 80 ล้านบาท คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ถ้าโกงแล้วจะลงโทษอย่างไร?” แต่ควรถามว่า “เราจะออกแบบระบบอย่างไร ไม่ให้คนคนเดียวมีโอกาสโกงเงินวัดได้ง่ายตั้งแต่แรก?” ปัจจุบันสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ผลักดันระบบบัญชีของวัด ทั้งบัญชีรายรับ รายจ่าย รายงานเงินคงเหลือ การใช้บัญชีธนาคารในนามวัด และการรายงานข้อมูลทางการเงินเพื่อการตรวจสอบ แนวคิดที่ควรพัฒนาให้เข้มแข็งขึ้น คือ เงินเข้าต้องตรวจสอบได้ เงินออกต้องมีหลักฐาน ผู้ถือเงินต้องไม่ใช่คนเดียวกับผู้ตรวจบัญชี โครงการใหญ่ต้องตรวจสอบราคาและการจัดซื้อ และบัญชีต้องสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ เพราะการป้องกัน#การทุจริต ที่ดีที่สุด ไม่ใช่การรอให้เงินหายแล้วค่อยตามจับคนโกง แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้ “โกงยาก ตรวจพบเร็ว และเอาผิดได้จริง” ศรัทธาของประชาชนไม่ได้เกิดจากการบอกว่า “วัดเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ จึงไม่ต้องตรวจสอบ” แต่ศรัทธาจะมั่นคงกว่าเดิม เมื่อประชาชนสามารถพูดได้ว่า “เงินที่ถวายไป ถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ และตรวจสอบได้” เพราะการตรวจสอบที่โปร่งใส ไม่ได้ทำลายศรัทธา แต่ช่วยปกป้องศรัทธา
#คุณรู้หรือไม่? #คดียักยอก หรือ#ฉ้อโกงทรัพย์สินของวัด ไม่ใช่เพียงเรื่องของ “เงินหาย” แต่เกี่ยวข้องทั้งกับ กฎหมายอาญา ระบบบัญชี และความโปร่งใสในการบริหารศาสนสมบัติ กฎหมายไทยกำหนดความผิดฐาน ยักยอกทรัพย์ ไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ส่วน ฉ้อโกง อยู่ในมาตรา 341 โดยมีองค์ประกอบความผิดแตกต่างกันตามลักษณะการกระทำ ที่ผ่านมา ประเทศไทยก็มีคดีที่เกี่ยวข้องกับเงินวัดจริง เช่น คดีอดีตลูกศิษย์ใกล้ชิดสมเด็จพระวันรัต ซึ่งศาลพิพากษาจำคุก 10 ปี จากคดีลักทรัพย์ ฉ้อโกง ปลอมและใช้เอกสารปลอม และให้ชดใช้เงินคืนวัดกว่า 80 ล้านบาท คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ถ้าโกงแล้วจะลงโทษอย่างไร?” แต่ควรถามว่า “เราจะออกแบบระบบอย่างไร ไม่ให้คนคนเดียวมีโอกาสโกงเงินวัดได้ง่ายตั้งแต่แรก?” ปัจจุบันสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ผลักดันระบบบัญชีของวัด ทั้งบัญชีรายรับ รายจ่าย รายงานเงินคงเหลือ การใช้บัญชีธนาคารในนามวัด และการรายงานข้อมูลทางการเงินเพื่อการตรวจสอบ แนวคิดที่ควรพัฒนาให้เข้มแข็งขึ้น คือ เงินเข้าต้องตรวจสอบได้ เงินออกต้องมีหลักฐาน ผู้ถือเงินต้องไม่ใช่คนเดียวกับผู้ตรวจบัญชี โครงการใหญ่ต้องตรวจสอบราคาและการจัดซื้อ และบัญชีต้องสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ เพราะการป้องกัน#การทุจริต ที่ดีที่สุด ไม่ใช่การรอให้เงินหายแล้วค่อยตามจับคนโกง แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้ “โกงยาก ตรวจพบเร็ว และเอาผิดได้จริง” ศรัทธาของประชาชนไม่ได้เกิดจากการบอกว่า “วัดเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ จึงไม่ต้องตรวจสอบ” แต่ศรัทธาจะมั่นคงกว่าเดิม เมื่อประชาชนสามารถพูดได้ว่า “เงินที่ถวายไป ถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ และตรวจสอบได้” เพราะการตรวจสอบที่โปร่งใส ไม่ได้ทำลายศรัทธา แต่ช่วยปกป้องศรัทธา

About