@kaninthemovie: หลายคนอาจไม่รู้ว่าประโยค “I am Iron Man” สุดพีคในตอนจบ Iron Man (2008) นี่ไม่ได้อยู่ในสคริปต์นะครับ เป็นการด้นสดของเจ้าตัว Robert Downey Jr. เอง และที่มากกว่าการทำให้ตอนจบนี้เพอร์เฟคสุดๆ คือยังเป็นหมุดหมายสำคัญให้กับ Marvel Studios จนถึงทุกวันนีั การประกาศกับสื่อมวลชนถึงตัวตนที่แท้จริง Iron Man เป็นการทลายขนบหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่มีมาหลายปี หลังจากผู้ชมผ่านยุค Superman และ Batman มา ฮีโร่ที่ต้องปกป้องตัวตนลับของตัวเอง เมื่อ Tony Stark ฉีกธรรมเนียมนี้ มันจึงเป็นการตัดสินใจที่ทั้งสำคัญ และเสี่ยงสำหรับหนัง Marvel แต่ผลลัพธ์ก็ออกมาดีมาก และสำหรับ Kevin Feige มันสำคัญกับภาพยนตร์เรื่องต่อไปของ MCU ด้วย “ความสำเร็จนั้นทำให้เรากล้าที่จะไปไกลกว่าเดิม และเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้นกับการหาสมดุลระหว่างการซื่อสัตย์ต่อต้นฉบับและจิตวิญญาณ โดยขณะเดียวกันก็ไม่กลัวที่จะดัดแปลง พัฒนา หรือเปลี่ยนแปลงบางสิ่งของมันด้วย” “มันเป็นเส้นบางๆ เลยครับ ถ้าคุณเปลี่ยนอะไรไปแบบไม่มีเหตุผล นั่นก็เรื่องหนึ่ง แต่ถ้าคุณเปลี่ยนเพราะอยากเน้นย้ำถึงแก่นแท้ตัวละครนั้นให้ชัดขึ้นล่ะ? แบบนั้นคือการเปลี่ยนที่เราพร้อมจะทำ — Tony Stark ที่ไม่อ่านข้อความตามโพย ไม่ยึดติดกับสคริปต์ที่วางไว้ แล้วโพล่งมาว่า ‘I am Iron Man’ เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับตัวตนของเขามาก มันอาจไม่เคยเกิดขึ้นในคอมมิคมาก่อน แต่ก็เป็นอะไรที่เข้ากับตัวละครในนั้นอย่างมาก เป็นสิ่งที่เขาเองก็สามารถทำได้“ ”ผมคิดว่านั่นเป็นแรงบันดาลใจให้กับหนังทุกเรื่องหลังจากนั้น และสิ่งที่ผมชอบมากในตอนนี้ หลังจากผ่านมา 20 เรื่อง คือแฟนๆ คาดหวังให้ MCU มีการเปลี่ยนแปลงและปรับตัว พวกเขาคาดหวังให้เราได้รับแรงบันดาลใจจากคอมมิค มากกว่าจะยึดติดกับมันอย่างเคร่งครัดจนเกินไปครับ” — Kevin Feige กล่าว — 30 เม.ย. ครบรอบ 18 ปี Iron Man (2008)