@ko.co.ten16121:

h.
h.
Open In TikTok:
Region: VN
Monday 27 July 2026 01:18:28 GMT
90
9
0
2

Music

Download

Comments

There are no more comments for this video.
To see more videos from user @ko.co.ten16121, please go to the Tikwm homepage.

Other Videos

ในช่วงที่ หลวงปู่ตื้อ  เดินธุดงค์ไปเมืองหลวงพระบาง  จะต้องผ่านเมืองกาสี แขวงเวียงจันทน์  พอไปใกล้จะถึง เมืองกาสี  
 หลวงปู่เดินไปเรื่อยๆ  ไม่นานก็มองเห็นเขาอีกลูกหนึ่ง ข้างหน้า ไกลออกไปท่านมองเห็นชีปะขาว นั่งสมาธิอยู่บนก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่ง  ท่านจึงเดินตรงเข้าไปหา
 
 พอหลวงปู่เดินเข้าไปใกล้จะถึง  ก็มองเห็นชีปะขาวนั่งสมาธิ อยู่ไกลออกไปเช่นเดิม  ท่านก็เดินเข้าไปหาอีก  นึกแปลกใจว่าทําไมหินก้อนนั้น จึงเคลื่อนที่ออกไปได้  ท่านเพ่งมองแล้วก็เดินเข้าไปหาต่อไป
 
 เมื่อเข้าไปใกล้ ปรากฏว่า ไม่ใช่ชีปะขาว แต่กลายเป็นก้อนหิน ที่มีรูปร่างเหมือนคนนั่งสมาธิอยู่  ใกล้ๆ กันนั้นมีแอ่งนํ้าธรรมชาติ  มีนํ้าใสไหลเย็น ประกอบกับ เป็นเวลาเย็นใกล้คํ่า  หลวงปู่จึงตัดสินใจกางกลด เพื่อพักบําเพ็ญเพียร ณ ที่นั้น  
 
 ตกกลางคืน ขณะที่ท่านนั่งสมาธิ กําหนดจิตอยู่ ได้เกิดนิมิต เห็นชีปะขาวเหมือนที่พบ เมื่อตอนกลางวันเข้ามาหา  แล้วบอกหลวงปู่ว่า
 
 “ขอนิมนต์ท่านอยู่ที่นี่นานๆ  ข้าน้อยจะสอนวิชาเดินป่า ที่ไม่รู้จักอดอยากให้  และจะพาไปดูสมบัติต่างๆ ภายในถํ้า  ท่านอยากได้อะไรก็จะมอบให้หมด”
 
 หลวงปู่ได้ถามชีปะขาวว่า “เมื่อกลางวัน โยมนั่งสมาธิ อยู่บนก้อนหินนั้นใช่ไหม ?”
 ชีปะขาวกราบเรียนว่า  “ใช่ แต่ที่ทําหายตัวห่าง ออกไปเรื่อยๆ นั้น เพราะต้องการ ให้ท่านได้มาหยุดพักผ่อนตรงนี้  พวกข้าน้อยนี้เป็นพวกกายทิพย์  มีวิมานอยู่ในสถานที่นี้”
 
 หลวงปู่ถามว่า “พวกวิญญาณทั้งหลาย  ทําไมจึงชอบปรากฏตัวให้พระเห็น  ไม่ปรากฏให้ชาวบ้านเห็นบ้าง”
 
 ชีปะขาวตอบว่า  “วิญญาณทั้งหลายมีความเคารพเลื่อมใส ในพระผู้ทรงศีล  ท่านไปที่ไหนก็แผ่เมตตา  อันมีกระแสชุ่มชื่นเยือกเย็น  ส่วนที่ไม่แสดงให้ชาวบ้านเห็น  เพราะก็ด้วยปุถุชนคนหนาแน่น ด้วยกิเลสตัณหา มีความหยาบคาย สกปรกมาก เพราะไร้ศีลธรรม  ไร้สัจจะ กลิ่นตัวก็เหม็น  ผีสางเทวดาจึงรังเกียจ”
 
 นอกจากนี้หลวงปู่ยังได้ถามถึง สภาพต่างๆ ของวิญญาณ  ซึ่งชีปะขาวก็ได้อธิบายให้ทราบ  ตรงกับที่ท่านรู้ ชีปะขาวได้บอกว่า  ถ้ามนุษย์มีตาทิพย์เห็นได้  ก็ต้องตกใจเพราะเดินหลีก พวกสัมภเวสีไม่พ้น  เพราะเดินชนกันทุกวัน
 
 สัมภเวสีเป็นพวกวิญญาณ อีกประเภทหนึ่ง  ไม่อยู่ในอํานาจของใคร  เคยเป็นมนุษย์แล้วตายโหง  คือ ตายยังไม่ถึงอายุขัย  เรียกว่า มีกรรมชนิดหนึ่ง มาตัดรอนชีวิต เป็นพวกที่ทําบุญไว้ หรือทําบาปไว้แต่ยังไม่ส่งผล  เหมือนคนออกจากบ้านนี้  แต่ยังเข้าบ้านโน้นไม่ได้  ต้องเร่ร่อนอดอยากน่าสงสาร  บางทีพวกหมอไสยศาสตร์ ก็เรียกเอาไปใช้ทําร้ายคนอื่น
 
 ชีปะขาวได้พูดถึงการทําบุญต่ออายุ  เพราะกรรมที่ทําให้เขาตายโหง  หรือ อุปฆาตกรรม  เป็นกรรมจรที่จู่โจมเข้ามา ตัดรอนก่อนอายุขัย  ยังไม่ถึงเวลาที่จะตาย  เป็นผลกรรมจากการทําปาณาติบาต  แต่ถ้ารีบทําความดีอย่างใดอย่างหนึ่ง สกัดกั้นหรือชดเชย ก็จะช่วยไว้ได้  อุปฆาตกรรมนี้ก็จะถอยออกไป  ทําให้ไม่ตายโหง  ทําให้มีอายุยืนต่อไปได้
 
 การทําบุญต่ออายุ มีมากเหมือนกันที่ตาย เพราะพวกนี้ต้องสร้าง กรรมหนักมากจริงๆ  ถึงแม้จะทําพิธีสะเดาะเคราะห์ ต่ออายุยังไง  ก็ไม่สามารถจะชดเชย ต้านทานกรรมหนักนี้ไว้ได้
 
 เพื่อความไม่ประมาท  มนุษย์พึงทําความดีต่ออายุตัวเองไว้  เรียกว่า ทําความดีฝ่ายที่เป็นกุศล เป็นการป้องกันตัวเอง  การทําบุญต่ออายุนี้ ต้องทําให้ถูกต้องถึงจะได้ผล  เรื่องต่ออายุนี้ ถ้าคนที่ถึงอายุขัย ด้วยวัยแก่ชรา หรือ ด้วยโรคภัยไข้เจ็บ แล้วล่ะก็ ต่ออายุไม่ได้
 
 หลวงปู่ตื้อได้ฟังแล้วก็เห็นด้วย ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าก็เคย ต่ออายุให้เด็กอายุ  7ขวบ  เรื่องนี้มีอยู่ในพระธรรมบท  ขุททกนิกาย  ตอนที่กล่าวถึงเรื่องอายุวัฒนกุมาร  ที่มีอุปฆาตกรรม กรรมจะมาตัดรอน  จะต้องตายภายใน 7 วัน  แต่เมื่อพระพุทธเจ้าช่วยต่ออายุให้แล้ว  ก็มีอายุยืนยาวถึง 120 ปี  และได้สําเร็จเป็นพระอรหันต์
 
 ชีปะขาวพูดต่อไปว่า  เรื่องพระท่านต่ออายุให้ญาติโยม ก็เหมือนกัน  พระที่ทรงญาณพิเศษมีตาทิพย์  ได้วิชชา 3 ย่อมจะรู้ว่า  อุปฆาตกรรมหรือกรรมที่จะ ทําให้คนตายโหงนี้  พระสามารถสกัดกั้นกรรมนี้ได้  ช่วยไม่ให้ตายโหงได้  ถือว่าเป็นการกระทําที่ไม่ผิด  เพราะเป็นกรรมที่มาตัดรอน ก่อนถึงอายุขัย คือมาทําให้คนที่จะตาย โดยที่คนเขายังไม่ถึงคราวตาย  
 ชีปะขาวจึงได้โอกาสนิมนต์อีกว่า  อยากจะนิมนต์หลวงปู่ตื้ออยู่ที่นี่นานๆ  หลวงปู่ท่านจึงบอกชีปะขาวว่า  ท่านจําต้องท่องธุดงค์ เพื่อแสวงหาธรรม  หาครูบาอาจารย์ต่อไป
 หลวงปู่ได้กล่าวขอบใจและอนุโมทนา กับความหวังดีของชีปะขาว  ที่จะสอนวิชาเดินป่า และมอบสมบัติในถํ้าให้  ท่านบอกเขาว่า  “อาตมาเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า  กําลังปฏิบัติตามรอยพระบาทของพระองค์  ไม่ต้องการสมบัติทั้งหลาย ที่ท่านจะมอบให้หรอก  ขณะนี้เราต้องการรู้เพียงว่า  จะเดินไปทางไหน  จึงจะถึงบ้านคนได้ง่าย  เพราะเราไม่ได้ฉันอะไรเลย เป็นเวลา 5 วันมาแล้ว”
 
 ชีปะขาวตอบว่า  “สิ่งที่ท่านต้องการยังอยู่ไกลมาก  แต่ถ้าท่านพยายามเดินทางให้เร็ว  ก็จะถึงเร็ว”  กราบเรียนดังนั้นแล้วชีปะขาวก็หายไป
ในช่วงที่ หลวงปู่ตื้อ เดินธุดงค์ไปเมืองหลวงพระบาง จะต้องผ่านเมืองกาสี แขวงเวียงจันทน์ พอไปใกล้จะถึง เมืองกาสี หลวงปู่เดินไปเรื่อยๆ ไม่นานก็มองเห็นเขาอีกลูกหนึ่ง ข้างหน้า ไกลออกไปท่านมองเห็นชีปะขาว นั่งสมาธิอยู่บนก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่ง ท่านจึงเดินตรงเข้าไปหา พอหลวงปู่เดินเข้าไปใกล้จะถึง ก็มองเห็นชีปะขาวนั่งสมาธิ อยู่ไกลออกไปเช่นเดิม ท่านก็เดินเข้าไปหาอีก นึกแปลกใจว่าทําไมหินก้อนนั้น จึงเคลื่อนที่ออกไปได้ ท่านเพ่งมองแล้วก็เดินเข้าไปหาต่อไป เมื่อเข้าไปใกล้ ปรากฏว่า ไม่ใช่ชีปะขาว แต่กลายเป็นก้อนหิน ที่มีรูปร่างเหมือนคนนั่งสมาธิอยู่ ใกล้ๆ กันนั้นมีแอ่งนํ้าธรรมชาติ มีนํ้าใสไหลเย็น ประกอบกับ เป็นเวลาเย็นใกล้คํ่า หลวงปู่จึงตัดสินใจกางกลด เพื่อพักบําเพ็ญเพียร ณ ที่นั้น ตกกลางคืน ขณะที่ท่านนั่งสมาธิ กําหนดจิตอยู่ ได้เกิดนิมิต เห็นชีปะขาวเหมือนที่พบ เมื่อตอนกลางวันเข้ามาหา แล้วบอกหลวงปู่ว่า “ขอนิมนต์ท่านอยู่ที่นี่นานๆ ข้าน้อยจะสอนวิชาเดินป่า ที่ไม่รู้จักอดอยากให้ และจะพาไปดูสมบัติต่างๆ ภายในถํ้า ท่านอยากได้อะไรก็จะมอบให้หมด” หลวงปู่ได้ถามชีปะขาวว่า “เมื่อกลางวัน โยมนั่งสมาธิ อยู่บนก้อนหินนั้นใช่ไหม ?” ชีปะขาวกราบเรียนว่า “ใช่ แต่ที่ทําหายตัวห่าง ออกไปเรื่อยๆ นั้น เพราะต้องการ ให้ท่านได้มาหยุดพักผ่อนตรงนี้ พวกข้าน้อยนี้เป็นพวกกายทิพย์ มีวิมานอยู่ในสถานที่นี้” หลวงปู่ถามว่า “พวกวิญญาณทั้งหลาย ทําไมจึงชอบปรากฏตัวให้พระเห็น ไม่ปรากฏให้ชาวบ้านเห็นบ้าง” ชีปะขาวตอบว่า “วิญญาณทั้งหลายมีความเคารพเลื่อมใส ในพระผู้ทรงศีล ท่านไปที่ไหนก็แผ่เมตตา อันมีกระแสชุ่มชื่นเยือกเย็น ส่วนที่ไม่แสดงให้ชาวบ้านเห็น เพราะก็ด้วยปุถุชนคนหนาแน่น ด้วยกิเลสตัณหา มีความหยาบคาย สกปรกมาก เพราะไร้ศีลธรรม ไร้สัจจะ กลิ่นตัวก็เหม็น ผีสางเทวดาจึงรังเกียจ” นอกจากนี้หลวงปู่ยังได้ถามถึง สภาพต่างๆ ของวิญญาณ ซึ่งชีปะขาวก็ได้อธิบายให้ทราบ ตรงกับที่ท่านรู้ ชีปะขาวได้บอกว่า ถ้ามนุษย์มีตาทิพย์เห็นได้ ก็ต้องตกใจเพราะเดินหลีก พวกสัมภเวสีไม่พ้น เพราะเดินชนกันทุกวัน สัมภเวสีเป็นพวกวิญญาณ อีกประเภทหนึ่ง ไม่อยู่ในอํานาจของใคร เคยเป็นมนุษย์แล้วตายโหง คือ ตายยังไม่ถึงอายุขัย เรียกว่า มีกรรมชนิดหนึ่ง มาตัดรอนชีวิต เป็นพวกที่ทําบุญไว้ หรือทําบาปไว้แต่ยังไม่ส่งผล เหมือนคนออกจากบ้านนี้ แต่ยังเข้าบ้านโน้นไม่ได้ ต้องเร่ร่อนอดอยากน่าสงสาร บางทีพวกหมอไสยศาสตร์ ก็เรียกเอาไปใช้ทําร้ายคนอื่น ชีปะขาวได้พูดถึงการทําบุญต่ออายุ เพราะกรรมที่ทําให้เขาตายโหง หรือ อุปฆาตกรรม เป็นกรรมจรที่จู่โจมเข้ามา ตัดรอนก่อนอายุขัย ยังไม่ถึงเวลาที่จะตาย เป็นผลกรรมจากการทําปาณาติบาต แต่ถ้ารีบทําความดีอย่างใดอย่างหนึ่ง สกัดกั้นหรือชดเชย ก็จะช่วยไว้ได้ อุปฆาตกรรมนี้ก็จะถอยออกไป ทําให้ไม่ตายโหง ทําให้มีอายุยืนต่อไปได้ การทําบุญต่ออายุ มีมากเหมือนกันที่ตาย เพราะพวกนี้ต้องสร้าง กรรมหนักมากจริงๆ ถึงแม้จะทําพิธีสะเดาะเคราะห์ ต่ออายุยังไง ก็ไม่สามารถจะชดเชย ต้านทานกรรมหนักนี้ไว้ได้ เพื่อความไม่ประมาท มนุษย์พึงทําความดีต่ออายุตัวเองไว้ เรียกว่า ทําความดีฝ่ายที่เป็นกุศล เป็นการป้องกันตัวเอง การทําบุญต่ออายุนี้ ต้องทําให้ถูกต้องถึงจะได้ผล เรื่องต่ออายุนี้ ถ้าคนที่ถึงอายุขัย ด้วยวัยแก่ชรา หรือ ด้วยโรคภัยไข้เจ็บ แล้วล่ะก็ ต่ออายุไม่ได้ หลวงปู่ตื้อได้ฟังแล้วก็เห็นด้วย ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าก็เคย ต่ออายุให้เด็กอายุ 7ขวบ เรื่องนี้มีอยู่ในพระธรรมบท ขุททกนิกาย ตอนที่กล่าวถึงเรื่องอายุวัฒนกุมาร ที่มีอุปฆาตกรรม กรรมจะมาตัดรอน จะต้องตายภายใน 7 วัน แต่เมื่อพระพุทธเจ้าช่วยต่ออายุให้แล้ว ก็มีอายุยืนยาวถึง 120 ปี และได้สําเร็จเป็นพระอรหันต์ ชีปะขาวพูดต่อไปว่า เรื่องพระท่านต่ออายุให้ญาติโยม ก็เหมือนกัน พระที่ทรงญาณพิเศษมีตาทิพย์ ได้วิชชา 3 ย่อมจะรู้ว่า อุปฆาตกรรมหรือกรรมที่จะ ทําให้คนตายโหงนี้ พระสามารถสกัดกั้นกรรมนี้ได้ ช่วยไม่ให้ตายโหงได้ ถือว่าเป็นการกระทําที่ไม่ผิด เพราะเป็นกรรมที่มาตัดรอน ก่อนถึงอายุขัย คือมาทําให้คนที่จะตาย โดยที่คนเขายังไม่ถึงคราวตาย ชีปะขาวจึงได้โอกาสนิมนต์อีกว่า อยากจะนิมนต์หลวงปู่ตื้ออยู่ที่นี่นานๆ หลวงปู่ท่านจึงบอกชีปะขาวว่า ท่านจําต้องท่องธุดงค์ เพื่อแสวงหาธรรม หาครูบาอาจารย์ต่อไป หลวงปู่ได้กล่าวขอบใจและอนุโมทนา กับความหวังดีของชีปะขาว ที่จะสอนวิชาเดินป่า และมอบสมบัติในถํ้าให้ ท่านบอกเขาว่า “อาตมาเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า กําลังปฏิบัติตามรอยพระบาทของพระองค์ ไม่ต้องการสมบัติทั้งหลาย ที่ท่านจะมอบให้หรอก ขณะนี้เราต้องการรู้เพียงว่า จะเดินไปทางไหน จึงจะถึงบ้านคนได้ง่าย เพราะเราไม่ได้ฉันอะไรเลย เป็นเวลา 5 วันมาแล้ว” ชีปะขาวตอบว่า “สิ่งที่ท่านต้องการยังอยู่ไกลมาก แต่ถ้าท่านพยายามเดินทางให้เร็ว ก็จะถึงเร็ว” กราบเรียนดังนั้นแล้วชีปะขาวก็หายไป

About