@swjny_:

Thỏ
Thỏ
Open In TikTok:
Region: VN
Wednesday 26 August 2026 14:20:44 GMT
19679
1027
11
374

Music

Download

Comments

giangluyen08
Nào học sinh xuất sắc đổi tên :
gu toi
2026-08-26 15:50:56
0
nguyenvanquocthinh05
Quốc Thinhh 05 :
Khủng dị 😂😂
2026-08-26 14:25:25
0
hoanganhcopyrightvn
FWB TÌM HIV 💁 :
2026-08-28 14:51:53
0
hunterbawgs08
Thợ săn phú bà 🫪 :
2026-08-27 01:48:08
0
khng.ai.xem3
Đết phải fan ai cả :
Bổ Mắt ☺️☺️
2026-08-26 19:27:04
0
azizrahmanrahimi2
𝐀𝐳𝐢𝐳 𝐫𝐚𝐡𝐢𝐦𝐢 :
hi
2026-08-29 19:14:20
0
cuong.tran1910
làm cái rồi đi :
nặng đấy
2026-09-15 14:35:58
0
thanh.airblade2004
Huỳnh Thanh :
💘
2026-08-29 09:06:31
0
trnh.qun74
14th7 :
😳😳😳😳😳😳😳😳
2026-08-29 10:21:39
0
dcmmtiktok209
Gia Bảo :
[Tim hồng][Tim hồng][Tim hồng]
2026-09-12 03:59:27
0
To see more videos from user @swjny_, please go to the Tikwm homepage.

Other Videos

กำเนิดสยาม 206 R9-22 — ศูนย์ศึกษาการพัฒนา: พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต จากสวนจิตรลดา เราเห็นวิธีหนึ่งชัดขึ้นเรื่อย ๆ— ก่อนขยายผล ต้องทดลองกับของจริง แต่ประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาแบบเดียวกันทั้งประเทศ ดินภาคตะวันออกไม่เหมือนดินพรุภาคใต้ ป่าต้นน้ำภาคเหนือไม่เหมือนพื้นที่ชายฝั่ง และวิถีชีวิตของแต่ละชุมชนก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้น “ห้องทดลอง” ขั้นต่อไปจึงต้องออกไปอยู่ในพื้นที่จริง วันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2522 ที่บ้านเขาหินซ้อน จังหวัดฉะเชิงเทรา ราษฎรถวายที่ดินจำนวน 264 ไร่ โดยเดิมตั้งใจให้ใช้สร้างพระตำหนัก แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมองเห็นประโยชน์อีกแบบ แทนที่จะสร้างที่ประทับ พื้นที่แห่งนั้นสามารถใช้เป็นสถานที่ ศึกษา ทดลอง และสาธิตวิธีพัฒนาที่ดิน น้ำ ป่า และอาชีพให้ประชาชนได้ นี่คือจุดเริ่มต้นสำคัญของแนวคิด ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และหัวใจของมันแตกต่างจากสถานีทดลองทั่วไปอย่างหนึ่ง ไม่ได้ทดลองเพียงเรื่องดิน หรือเพียงเรื่องน้ำ หรือเพียงเรื่องพืช แต่เอาปัญหาหลายอย่างมาวางอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เพราะในชีวิตจริง เกษตรกรคนหนึ่งไม่ได้มีปัญหาแค่เรื่องเดียว ดินไม่ดีอาจทำให้พืชโตไม่ได้ น้ำไม่พอทำให้ปลูกไม่ได้ ป่าเสื่อมทำให้ต้นน้ำเปลี่ยน และถ้าผลผลิตออกมาแล้วไม่มีอาชีพหรือรายได้ ปัญหาก็ยังไม่จบ ต่อมา แนวคิดนี้ขยายเป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาหลัก 6 แห่ง ในภูมิภาคต่าง ๆ แต่สิ่งสำคัญคือ— ทั้ง 6 แห่งไม่ได้ทำเหมือนกัน เพราะแต่ละพื้นที่ต้องเริ่มจากปัญหาของตัวเอง ที่ พิกุลทอง จังหวัดนราธิวาส โจทย์คือพื้นที่พรุและดินเปรี้ยวจัด เมื่อระบายน้ำออกจากดินบางประเภท ดินกลับเกิดความเป็นกรดรุนแรงจนปลูกพืชได้ยาก จึงเกิดการทดลองที่คนจำนวนมากรู้จักในชื่อ “แกล้งดิน” ชื่ออาจฟังดูแปลก แต่หลักคิดกลับจริงจังมาก คือทำให้ปัญหาเกิดขึ้นอย่างรุนแรง ภายใต้การควบคุม ดูว่าดินเปลี่ยนอย่างไร วัดน้ำ วัดความเป็นกรด ทดลองปรับปรุง แล้วทำซ้ำจนรู้ว่าอะไรสามารถทำให้พื้นที่กลับมาใช้ประโยชน์ได้ ไม่ใช่ทำลายดิน แต่เป็นการ ทำความเข้าใจกับปัญหาจนถึงที่สุด ที่ ห้วยฮ่องไคร้ จังหวัดเชียงใหม่ โจทย์กลับเป็นอีกแบบ พื้นที่ป่าต้นน้ำเสื่อมโทรม ร่องห้วยแห้ง ดินเต็มไปด้วยหินและกรวด วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2525 การศึกษาในพื้นที่นี้จึงเริ่มมองทั้งลุ่มน้ำเป็นระบบเดียว น้ำจากด้านบน ฝายเล็ก อ่างเก็บน้ำ ความชุ่มชื้นของดิน การฟื้นตัวของป่า และพื้นที่ทำกินด้านล่าง ต้องถูกติดตามไปพร้อมกันเป็นเวลาหลายปี เพราะป่าไม่สามารถฟื้นกลับมาได้เพียงจากการปลูกต้นไม้หนึ่งวัน ส่วนที่ อ่าวคุ้งกระเบน จังหวัดจันทบุรี ห้องทดลองต้องเดินลงมาถึงทะเล คำถามกลายเป็นว่า ประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ป่าชายเลน และคุณภาพน้ำ จะอยู่ร่วมกันอย่างไรโดยไม่ทำลายทรัพยากรที่ทุกอาชีพต้องพึ่งพา พิกุลทองจึงไม่เหมือนห้วยฮ่องไคร้ ห้วยฮ่องไคร้ไม่เหมือนอ่าวคุ้งกระเบน ภูพานก็มีโจทย์ของภาคอีสาน ห้วยทรายมีโจทย์เรื่องดินและป่าเสื่อมโทรม เขาหินซ้อนก็มีปัญหาของตัวเอง สิ่งที่เหมือนกันของศูนย์ทั้งหกแห่ง จึงไม่ใช่คำตอบ แต่คือ วิธีค้นหาคำตอบ ศึกษาพื้นที่จริง ทดลองจริง วัดผลจริง แก้ใหม่ และให้ประชาชนเข้ามาเห็นของจริงได้ด้วยตาตัวเอง นี่จึงเป็นที่มาของคำว่า “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต” เพราะของที่จัดแสดงไม่อยู่หลังตู้กระจก มันคือแปลงดินที่กำลังทดลอง น้ำที่กำลังไหล ต้นไม้ที่กำลังฟื้น ปลาที่กำลังเลี้ยง พืชที่กำลังปลูก และเกษตรกรที่สามารถเดินเข้าไปดูว่า ถ้าพื้นที่ของฉันมีปัญหาแบบนี้ วิธีไหนน่าจะนำกลับไปลองได้ ความรู้จึงไม่ได้ถูกเก็บไว้ในศูนย์ เป้าหมายสุดท้ายคือให้มัน เดินออกจากศูนย์ไปพร้อมกับคนที่นำกลับไปใช้ แต่เมื่อทดลองจนรู้แล้วว่าอะไรควรทำ ปัญหาอีกแบบก็เกิดขึ้น— บางเรื่องรอไม่ได้ บางพื้นที่ต้องซื้อที่ดิน ขุดแหล่งน้ำ ทดลองโครงการ หรือแก้ปัญหาให้ทันก่อนที่โอกาสจะหายไป และระบบราชการปกติอาจเคลื่อนไหวไม่ทันทุกครั้ง จึงเกิดคำถามใหม่ว่า— ถ้ารู้แล้วว่าต้องทำอะไร จะสร้างเครื่องมือแบบไหนให้ลงมือได้เร็วพอ? ตอนต่อไป R9-23 — มูลนิธิชัยพัฒนา: เมื่อการแก้ปัญหาต้องคล่องตัว #กำเนิดสยาม #รัชกาลที่9 #ศูนย์ศึกษาการพัฒนา #แกล้งดิน #โครงการพระราชดำริ
กำเนิดสยาม 206 R9-22 — ศูนย์ศึกษาการพัฒนา: พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต จากสวนจิตรลดา เราเห็นวิธีหนึ่งชัดขึ้นเรื่อย ๆ— ก่อนขยายผล ต้องทดลองกับของจริง แต่ประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาแบบเดียวกันทั้งประเทศ ดินภาคตะวันออกไม่เหมือนดินพรุภาคใต้ ป่าต้นน้ำภาคเหนือไม่เหมือนพื้นที่ชายฝั่ง และวิถีชีวิตของแต่ละชุมชนก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้น “ห้องทดลอง” ขั้นต่อไปจึงต้องออกไปอยู่ในพื้นที่จริง วันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2522 ที่บ้านเขาหินซ้อน จังหวัดฉะเชิงเทรา ราษฎรถวายที่ดินจำนวน 264 ไร่ โดยเดิมตั้งใจให้ใช้สร้างพระตำหนัก แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมองเห็นประโยชน์อีกแบบ แทนที่จะสร้างที่ประทับ พื้นที่แห่งนั้นสามารถใช้เป็นสถานที่ ศึกษา ทดลอง และสาธิตวิธีพัฒนาที่ดิน น้ำ ป่า และอาชีพให้ประชาชนได้ นี่คือจุดเริ่มต้นสำคัญของแนวคิด ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และหัวใจของมันแตกต่างจากสถานีทดลองทั่วไปอย่างหนึ่ง ไม่ได้ทดลองเพียงเรื่องดิน หรือเพียงเรื่องน้ำ หรือเพียงเรื่องพืช แต่เอาปัญหาหลายอย่างมาวางอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เพราะในชีวิตจริง เกษตรกรคนหนึ่งไม่ได้มีปัญหาแค่เรื่องเดียว ดินไม่ดีอาจทำให้พืชโตไม่ได้ น้ำไม่พอทำให้ปลูกไม่ได้ ป่าเสื่อมทำให้ต้นน้ำเปลี่ยน และถ้าผลผลิตออกมาแล้วไม่มีอาชีพหรือรายได้ ปัญหาก็ยังไม่จบ ต่อมา แนวคิดนี้ขยายเป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาหลัก 6 แห่ง ในภูมิภาคต่าง ๆ แต่สิ่งสำคัญคือ— ทั้ง 6 แห่งไม่ได้ทำเหมือนกัน เพราะแต่ละพื้นที่ต้องเริ่มจากปัญหาของตัวเอง ที่ พิกุลทอง จังหวัดนราธิวาส โจทย์คือพื้นที่พรุและดินเปรี้ยวจัด เมื่อระบายน้ำออกจากดินบางประเภท ดินกลับเกิดความเป็นกรดรุนแรงจนปลูกพืชได้ยาก จึงเกิดการทดลองที่คนจำนวนมากรู้จักในชื่อ “แกล้งดิน” ชื่ออาจฟังดูแปลก แต่หลักคิดกลับจริงจังมาก คือทำให้ปัญหาเกิดขึ้นอย่างรุนแรง ภายใต้การควบคุม ดูว่าดินเปลี่ยนอย่างไร วัดน้ำ วัดความเป็นกรด ทดลองปรับปรุง แล้วทำซ้ำจนรู้ว่าอะไรสามารถทำให้พื้นที่กลับมาใช้ประโยชน์ได้ ไม่ใช่ทำลายดิน แต่เป็นการ ทำความเข้าใจกับปัญหาจนถึงที่สุด ที่ ห้วยฮ่องไคร้ จังหวัดเชียงใหม่ โจทย์กลับเป็นอีกแบบ พื้นที่ป่าต้นน้ำเสื่อมโทรม ร่องห้วยแห้ง ดินเต็มไปด้วยหินและกรวด วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2525 การศึกษาในพื้นที่นี้จึงเริ่มมองทั้งลุ่มน้ำเป็นระบบเดียว น้ำจากด้านบน ฝายเล็ก อ่างเก็บน้ำ ความชุ่มชื้นของดิน การฟื้นตัวของป่า และพื้นที่ทำกินด้านล่าง ต้องถูกติดตามไปพร้อมกันเป็นเวลาหลายปี เพราะป่าไม่สามารถฟื้นกลับมาได้เพียงจากการปลูกต้นไม้หนึ่งวัน ส่วนที่ อ่าวคุ้งกระเบน จังหวัดจันทบุรี ห้องทดลองต้องเดินลงมาถึงทะเล คำถามกลายเป็นว่า ประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ป่าชายเลน และคุณภาพน้ำ จะอยู่ร่วมกันอย่างไรโดยไม่ทำลายทรัพยากรที่ทุกอาชีพต้องพึ่งพา พิกุลทองจึงไม่เหมือนห้วยฮ่องไคร้ ห้วยฮ่องไคร้ไม่เหมือนอ่าวคุ้งกระเบน ภูพานก็มีโจทย์ของภาคอีสาน ห้วยทรายมีโจทย์เรื่องดินและป่าเสื่อมโทรม เขาหินซ้อนก็มีปัญหาของตัวเอง สิ่งที่เหมือนกันของศูนย์ทั้งหกแห่ง จึงไม่ใช่คำตอบ แต่คือ วิธีค้นหาคำตอบ ศึกษาพื้นที่จริง ทดลองจริง วัดผลจริง แก้ใหม่ และให้ประชาชนเข้ามาเห็นของจริงได้ด้วยตาตัวเอง นี่จึงเป็นที่มาของคำว่า “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต” เพราะของที่จัดแสดงไม่อยู่หลังตู้กระจก มันคือแปลงดินที่กำลังทดลอง น้ำที่กำลังไหล ต้นไม้ที่กำลังฟื้น ปลาที่กำลังเลี้ยง พืชที่กำลังปลูก และเกษตรกรที่สามารถเดินเข้าไปดูว่า ถ้าพื้นที่ของฉันมีปัญหาแบบนี้ วิธีไหนน่าจะนำกลับไปลองได้ ความรู้จึงไม่ได้ถูกเก็บไว้ในศูนย์ เป้าหมายสุดท้ายคือให้มัน เดินออกจากศูนย์ไปพร้อมกับคนที่นำกลับไปใช้ แต่เมื่อทดลองจนรู้แล้วว่าอะไรควรทำ ปัญหาอีกแบบก็เกิดขึ้น— บางเรื่องรอไม่ได้ บางพื้นที่ต้องซื้อที่ดิน ขุดแหล่งน้ำ ทดลองโครงการ หรือแก้ปัญหาให้ทันก่อนที่โอกาสจะหายไป และระบบราชการปกติอาจเคลื่อนไหวไม่ทันทุกครั้ง จึงเกิดคำถามใหม่ว่า— ถ้ารู้แล้วว่าต้องทำอะไร จะสร้างเครื่องมือแบบไหนให้ลงมือได้เร็วพอ? ตอนต่อไป R9-23 — มูลนิธิชัยพัฒนา: เมื่อการแก้ปัญหาต้องคล่องตัว #กำเนิดสยาม #รัชกาลที่9 #ศูนย์ศึกษาการพัฒนา #แกล้งดิน #โครงการพระราชดำริ

About