@aysunnrr_: 🖤 #şəki

￴
￴
Open In TikTok:
Region: AZ
Monday 21 September 2026 17:42:22 GMT
63648
5513
11
175

Music

Download

Comments

aisooffa
Aysu.m :
2026-09-24 09:54:43
2
omarova.es
ES :
Awkim Allah onun belasın versin
2026-09-22 09:44:53
6
ziyayaveri
ZİYA YAVƏRİ :
BƏH BƏH
2026-09-23 22:04:57
1
dfn6047
Dəfnə :
2026-09-22 12:31:48
2
ehmedov99999
🇦🇿ƏHMƏDOV ™{}™ HƏSƏNAĞA🇦🇿 :
ŞƏKİ ÇOOX GÖZƏL YERDİ ŞƏKİDƏ XİDMƏT ETMİŞƏM ❤️
2026-09-23 17:00:42
1
us_err999
𔘓 :
vidyonu götürdüm halal edin
2026-09-24 11:18:44
0
nurkaa_.55
Nura❤️‍🔥😝 :
Biz tərəf🥰
2026-09-23 15:04:26
1
qarqaiz_30
97💅🏻 :
Şekiiii
2026-09-25 15:57:18
0
mehemmed0400
yusif :
salam
2026-09-24 18:03:32
0
pasayev880
Əilhman👆 :
🥰🥰🥰
2026-09-21 20:31:27
4
yahya_06215455a8
Yahya Elif@ :
🥰🥰🥰
2026-09-25 09:08:12
0
To see more videos from user @aysunnrr_, please go to the Tikwm homepage.

Other Videos

💡 รู้หรือไม่..⁉️กรุงเทพฯ อาจไม่ได้ต้องรับมือกับ “น้ำก้อนเดียว” แต่เป็นเมืองที่ต้องบริหารน้ำจากคนละทิศพร้อมกัน — น้ำเหนือกำลังเดินทางลงมาตามลุ่มเจ้าพระยา ขณะที่ฝนสามารถตกลงบนเมืองโดยตรง และปลายทางที่เราต้องการระบายน้ำออกอย่างอ่าวไทยก็มีจังหวะน้ำทะเลขึ้นลงของตัวเอง ความย้อนแย้งจึงอยู่ตรงนี้ น้ำเหนือ “อยากลงทะเล” ตามธรรมชาติของภูมิประเทศ แต่ในช่วงที่ระดับทะเลหนุนสูง ความสามารถในการระบายปลายน้ำอาจลดลง ขณะเดียวกัน หากฝนหนักเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ภาระของระบบไม่ได้มาจากทิศเหนือเพียงอย่างเดียว แต่อาจกลายเป็นการบริหาร “สามแรงน้ำ” ในเวลาเดียวกัน หากมองผ่านเลนส์ภูมิศาสตร์และความมั่นคงของเมือง นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องฝนตกหรือน้ำในแม่น้ำ แต่คือการแข่งขันระหว่าง “ปริมาณน้ำ” กับ “เวลาและความสามารถในการระบาย” และข้อมูลล่าสุดกำลังทำให้ประเด็นนี้น่าจับตา 🌊 น้ำที่หนึ่ง: น้ำเหนือกำลังลงมา ข้อมูลกรมชลประทานเช้าวันที่ 23 กันยายน ระบุว่า สถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์มีน้ำไหลผ่านประมาณ 1,737 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพิ่มจาก 1,611 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในวันก่อนหน้า ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำประมาณ 1,620 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพิ่มจาก 1,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตัวเลขที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ เมื่อลองย้อนกลับไปวันที่ 13 กันยายน น้ำที่ C.2 อยู่ประมาณ 752 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และเขื่อนเจ้าพระยาระบายเพียงประมาณ 280 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที นั่นหมายความว่าในช่วงสิบวัน ตัวเลขทั้งสองจุดเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แต่ต้องเข้าใจให้ถูกว่า “น้ำเหนือเพิ่ม” ไม่ได้แปลว่า “กรุงเทพฯ จะท่วม” โดยอัตโนมัติ ระหว่างนครสวรรค์กับกรุงเทพฯ ยังมีเขื่อนเจ้าพระยา ระบบคลอง พื้นที่รับน้ำ ประตูระบายน้ำ และการบริหารน้ำอีกหลายชั้น สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่ดูตัวเลขจุดเดียว แต่ต้องติดตามว่ามวลน้ำเดินทางลงมามากเท่าใด เร็วเพียงใด และเมื่อมาถึงตอนล่างแล้วตรงกับสถานการณ์อะไร เพราะศัตรูสำคัญของระบบอาจไม่ใช่ “น้ำมากที่สุด” แต่เป็น “น้ำหลายก้อนมาถึงพร้อมกัน” 🌧️ น้ำที่สอง: ฝนที่ตกลงบนกรุงเทพฯ เอง นี่คือโจทย์คนละแบบกับน้ำเหนือ น้ำเหนือเดินทางมาตามแม่น้ำและมีเวลาติดตามระดับหนึ่ง แต่ฝนหนักในเมืองสามารถสร้างน้ำปริมาณมากลงบนถนน คลอง และระบบระบายน้ำภายในเวลาไม่นาน ช่วงวันที่ 23–27 กันยายน กรมอุตุนิยมวิทยาได้เตือนเรื่องฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ ขณะเดียวกันก็ชี้แจงว่าข้อมูลดังกล่าวไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการยืนยันว่าจะเกิด “มหาอุทกภัย” หรือตกหนักต่อเนื่องตลอดวันตลอดคืน #กรมอุตุฯ #พยากรณ์อากาศ #เตือนภัย
💡 รู้หรือไม่..⁉️กรุงเทพฯ อาจไม่ได้ต้องรับมือกับ “น้ำก้อนเดียว” แต่เป็นเมืองที่ต้องบริหารน้ำจากคนละทิศพร้อมกัน — น้ำเหนือกำลังเดินทางลงมาตามลุ่มเจ้าพระยา ขณะที่ฝนสามารถตกลงบนเมืองโดยตรง และปลายทางที่เราต้องการระบายน้ำออกอย่างอ่าวไทยก็มีจังหวะน้ำทะเลขึ้นลงของตัวเอง ความย้อนแย้งจึงอยู่ตรงนี้ น้ำเหนือ “อยากลงทะเล” ตามธรรมชาติของภูมิประเทศ แต่ในช่วงที่ระดับทะเลหนุนสูง ความสามารถในการระบายปลายน้ำอาจลดลง ขณะเดียวกัน หากฝนหนักเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ภาระของระบบไม่ได้มาจากทิศเหนือเพียงอย่างเดียว แต่อาจกลายเป็นการบริหาร “สามแรงน้ำ” ในเวลาเดียวกัน หากมองผ่านเลนส์ภูมิศาสตร์และความมั่นคงของเมือง นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องฝนตกหรือน้ำในแม่น้ำ แต่คือการแข่งขันระหว่าง “ปริมาณน้ำ” กับ “เวลาและความสามารถในการระบาย” และข้อมูลล่าสุดกำลังทำให้ประเด็นนี้น่าจับตา 🌊 น้ำที่หนึ่ง: น้ำเหนือกำลังลงมา ข้อมูลกรมชลประทานเช้าวันที่ 23 กันยายน ระบุว่า สถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์มีน้ำไหลผ่านประมาณ 1,737 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพิ่มจาก 1,611 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในวันก่อนหน้า ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำประมาณ 1,620 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพิ่มจาก 1,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตัวเลขที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ เมื่อลองย้อนกลับไปวันที่ 13 กันยายน น้ำที่ C.2 อยู่ประมาณ 752 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และเขื่อนเจ้าพระยาระบายเพียงประมาณ 280 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที นั่นหมายความว่าในช่วงสิบวัน ตัวเลขทั้งสองจุดเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แต่ต้องเข้าใจให้ถูกว่า “น้ำเหนือเพิ่ม” ไม่ได้แปลว่า “กรุงเทพฯ จะท่วม” โดยอัตโนมัติ ระหว่างนครสวรรค์กับกรุงเทพฯ ยังมีเขื่อนเจ้าพระยา ระบบคลอง พื้นที่รับน้ำ ประตูระบายน้ำ และการบริหารน้ำอีกหลายชั้น สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่ดูตัวเลขจุดเดียว แต่ต้องติดตามว่ามวลน้ำเดินทางลงมามากเท่าใด เร็วเพียงใด และเมื่อมาถึงตอนล่างแล้วตรงกับสถานการณ์อะไร เพราะศัตรูสำคัญของระบบอาจไม่ใช่ “น้ำมากที่สุด” แต่เป็น “น้ำหลายก้อนมาถึงพร้อมกัน” 🌧️ น้ำที่สอง: ฝนที่ตกลงบนกรุงเทพฯ เอง นี่คือโจทย์คนละแบบกับน้ำเหนือ น้ำเหนือเดินทางมาตามแม่น้ำและมีเวลาติดตามระดับหนึ่ง แต่ฝนหนักในเมืองสามารถสร้างน้ำปริมาณมากลงบนถนน คลอง และระบบระบายน้ำภายในเวลาไม่นาน ช่วงวันที่ 23–27 กันยายน กรมอุตุนิยมวิทยาได้เตือนเรื่องฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ ขณะเดียวกันก็ชี้แจงว่าข้อมูลดังกล่าวไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการยืนยันว่าจะเกิด “มหาอุทกภัย” หรือตกหนักต่อเนื่องตลอดวันตลอดคืน #กรมอุตุฯ #พยากรณ์อากาศ #เตือนภัย

About