@ikaandriyan: #tiktoklive #livehighlights

Ika Andriyanti
Ika Andriyanti
Open In TikTok:
Region: ID
Sunday 04 October 2026 04:59:55 GMT
8
1
0
0

Music

Download

Comments

There are no more comments for this video.
To see more videos from user @ikaandriyan, please go to the Tikwm homepage.

Other Videos

Zone 2 เหมือนเดิม แต่ร่างกายไม่เหมือนเดิม ในการวิ่งครั้งนี้ ผมตั้ง HR Zone จาก Anaerobic Threshold (AT) เป็นหลัก ถ้าดูจาก Heart Rate อย่างเดียว ทุกอย่างยังดูเหมือนว่าอยู่ใน Zone 2 แต่ความรู้สึกจริงกลับไม่เหมือนวันที่ร่างกายสดและพร้อม วันนี้ผมออกกำลังกายต่อเนื่องมาหลายวัน มีความล้าสะสม และอุณหภูมิระหว่างวิ่งอยู่ประมาณ 35°C ความเร็วเท่าเดิม HR ยังอยู่ใน Zone 2 แต่ RPE กลับสูงขึ้น การหายใจเปลี่ยนไป มีช่วงที่รู้สึกหายใจถี่ขึ้น และต้องออกแรงมากขึ้นเพื่อรักษาความเร็วเดิม นี่เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า HR Zone ไม่ได้สามารถบอกสภาวะของร่างกายได้ทั้งหมด เพราะ HR Zone เป็น “กรอบอ้างอิง” ที่สร้างจากค่าต่าง ๆ เช่น Max HR, Resting HR หรือ Anaerobic Threshold แต่ในวันที่เราออกไปวิ่งจริง สภาวะของร่างกายไม่ได้เหมือนวันที่เราทดสอบเสมอไป ความร้อน ความล้าสะสม การนอน ความเครียด ภาวะขาดน้ำ รวมถึงสภาพแวดล้อม ทั้งหมดสามารถเปลี่ยนการตอบสนองของร่างกายในวันนั้นได้ จากกราฟนี้จึงเห็นความแตกต่างค่อนข้างชัด Heart Rate ยังอยู่ใน Zone 2 แต่ความรู้สึกในการออกแรงกลับหนักขึ้น เมื่อดู ZoneSense ซึ่งใช้ข้อมูล HRV และ DDFA Index เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาระหว่างการออกกำลังกาย ผลที่ได้กลับสอดคล้องกับสิ่งที่ผมรู้สึกมากกว่า แต่ผมก็ไม่ได้บอกว่า ZoneSense คือคำตอบที่ดีที่สุด เพราะ ZoneSense เองก็มีข้อจำกัด ระบบต้องใช้เวลาช่วงหนึ่งเพื่อให้มีข้อมูลเพียงพอสำหรับการวิเคราะห์ จึงไม่ได้เหมาะกับการตีความการวิ่งระยะสั้น หรือช่วงที่ความหนักเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเท่ากับการออกกำลังกายแบบต่อเนื่อง  โดยเฉพาะ Endurance ที่ใช้เวลานาน การเปลี่ยนแปลงของภาวะทางสรีรวิทยาจะมีบริบทให้เรามองเห็นได้ชัดกว่า สำหรับผม ข้อมูลแต่ละตัวมีหน้าที่แตกต่างกัน HR Zone = กรอบอ้างอิงที่เราตั้งขึ้นจากค่าทางสรีรวิทยา RPE + การหายใจ = สิ่งที่ร่างกายกำลังบอกเราในขณะนั้น ZoneSense = เครื่องมือที่ช่วยดูการเปลี่ยนแปลงของภาวะทางสรีรวิทยาระหว่างการออกกำลังกาย โดยเฉพาะงาน Endurance ระยะยาว ไม่มีตัวไหนดีที่สุดในทุกสถานการณ์ และนี่ทำให้ผมคิดว่า... “โซนที่ถูกต้องที่สุด” อาจไม่มีอยู่จริง เราสามารถพยายามหา Max HR ที่แม่นที่สุด หา AT ที่แม่นที่สุด คำนวณ Zone ให้ละเอียดที่สุด หรือตั้งค่าบนนาฬิกาให้ถูกต้องที่สุด แต่ต่อให้ค่าทั้งหมดถูกต้องในวันที่ทดสอบ อีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา ร่างกายของเราอาจไม่ได้อยู่ในสภาวะเดียวกัน เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมรู้สึกว่าสำคัญคือ อย่าให้ตัวเลขกลายเป็นสิ่งที่ใช้แทนร่างกาย เราสามารถใช้  ใช้ HR Zone ใช้ ZoneSense ใช้ Lactate Threshold หรือใช้ข้อมูลทางสรีรวิทยาอื่น ๆ มาช่วยประเมินได้ทั้งหมด แต่ก็ไม่มีตัวเลขตัวไหนสามารถบอกเราได้ครบว่า “วันนี้ร่างกายของเรารู้สึกอย่างไร” โดยเฉพาะในวันที่มี ความร้อน + ความล้าสะสม + สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ถ้า HR บอกว่า “ยังอยู่ Zone 2” แต่ร่างกายกำลังบอกว่า “วันนี้มันไม่เหมือน Zone 2 ในวันที่เราสด” ผมคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องเลือกเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่งทันที แต่ควรเอาข้อมูลทั้งหมดมาประกอบกัน เพราะเป้าหมายไม่ใช่การทำให้ตัวเลขออกมาสวยที่สุด แต่คือการเข้าใจว่า “ตอนนี้ร่างกายของเรากำลังอยู่ในสภาวะแบบไหน” และสำหรับผม นั่นสำคัญกว่าการพยายามหา Zone ที่ “ถูกต้องที่สุด” เสียอีกครับ 😁👌
Zone 2 เหมือนเดิม แต่ร่างกายไม่เหมือนเดิม ในการวิ่งครั้งนี้ ผมตั้ง HR Zone จาก Anaerobic Threshold (AT) เป็นหลัก ถ้าดูจาก Heart Rate อย่างเดียว ทุกอย่างยังดูเหมือนว่าอยู่ใน Zone 2 แต่ความรู้สึกจริงกลับไม่เหมือนวันที่ร่างกายสดและพร้อม วันนี้ผมออกกำลังกายต่อเนื่องมาหลายวัน มีความล้าสะสม และอุณหภูมิระหว่างวิ่งอยู่ประมาณ 35°C ความเร็วเท่าเดิม HR ยังอยู่ใน Zone 2 แต่ RPE กลับสูงขึ้น การหายใจเปลี่ยนไป มีช่วงที่รู้สึกหายใจถี่ขึ้น และต้องออกแรงมากขึ้นเพื่อรักษาความเร็วเดิม นี่เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า HR Zone ไม่ได้สามารถบอกสภาวะของร่างกายได้ทั้งหมด เพราะ HR Zone เป็น “กรอบอ้างอิง” ที่สร้างจากค่าต่าง ๆ เช่น Max HR, Resting HR หรือ Anaerobic Threshold แต่ในวันที่เราออกไปวิ่งจริง สภาวะของร่างกายไม่ได้เหมือนวันที่เราทดสอบเสมอไป ความร้อน ความล้าสะสม การนอน ความเครียด ภาวะขาดน้ำ รวมถึงสภาพแวดล้อม ทั้งหมดสามารถเปลี่ยนการตอบสนองของร่างกายในวันนั้นได้ จากกราฟนี้จึงเห็นความแตกต่างค่อนข้างชัด Heart Rate ยังอยู่ใน Zone 2 แต่ความรู้สึกในการออกแรงกลับหนักขึ้น เมื่อดู ZoneSense ซึ่งใช้ข้อมูล HRV และ DDFA Index เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาระหว่างการออกกำลังกาย ผลที่ได้กลับสอดคล้องกับสิ่งที่ผมรู้สึกมากกว่า แต่ผมก็ไม่ได้บอกว่า ZoneSense คือคำตอบที่ดีที่สุด เพราะ ZoneSense เองก็มีข้อจำกัด ระบบต้องใช้เวลาช่วงหนึ่งเพื่อให้มีข้อมูลเพียงพอสำหรับการวิเคราะห์ จึงไม่ได้เหมาะกับการตีความการวิ่งระยะสั้น หรือช่วงที่ความหนักเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเท่ากับการออกกำลังกายแบบต่อเนื่อง โดยเฉพาะ Endurance ที่ใช้เวลานาน การเปลี่ยนแปลงของภาวะทางสรีรวิทยาจะมีบริบทให้เรามองเห็นได้ชัดกว่า สำหรับผม ข้อมูลแต่ละตัวมีหน้าที่แตกต่างกัน HR Zone = กรอบอ้างอิงที่เราตั้งขึ้นจากค่าทางสรีรวิทยา RPE + การหายใจ = สิ่งที่ร่างกายกำลังบอกเราในขณะนั้น ZoneSense = เครื่องมือที่ช่วยดูการเปลี่ยนแปลงของภาวะทางสรีรวิทยาระหว่างการออกกำลังกาย โดยเฉพาะงาน Endurance ระยะยาว ไม่มีตัวไหนดีที่สุดในทุกสถานการณ์ และนี่ทำให้ผมคิดว่า... “โซนที่ถูกต้องที่สุด” อาจไม่มีอยู่จริง เราสามารถพยายามหา Max HR ที่แม่นที่สุด หา AT ที่แม่นที่สุด คำนวณ Zone ให้ละเอียดที่สุด หรือตั้งค่าบนนาฬิกาให้ถูกต้องที่สุด แต่ต่อให้ค่าทั้งหมดถูกต้องในวันที่ทดสอบ อีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา ร่างกายของเราอาจไม่ได้อยู่ในสภาวะเดียวกัน เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมรู้สึกว่าสำคัญคือ อย่าให้ตัวเลขกลายเป็นสิ่งที่ใช้แทนร่างกาย เราสามารถใช้ ใช้ HR Zone ใช้ ZoneSense ใช้ Lactate Threshold หรือใช้ข้อมูลทางสรีรวิทยาอื่น ๆ มาช่วยประเมินได้ทั้งหมด แต่ก็ไม่มีตัวเลขตัวไหนสามารถบอกเราได้ครบว่า “วันนี้ร่างกายของเรารู้สึกอย่างไร” โดยเฉพาะในวันที่มี ความร้อน + ความล้าสะสม + สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ถ้า HR บอกว่า “ยังอยู่ Zone 2” แต่ร่างกายกำลังบอกว่า “วันนี้มันไม่เหมือน Zone 2 ในวันที่เราสด” ผมคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องเลือกเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่งทันที แต่ควรเอาข้อมูลทั้งหมดมาประกอบกัน เพราะเป้าหมายไม่ใช่การทำให้ตัวเลขออกมาสวยที่สุด แต่คือการเข้าใจว่า “ตอนนี้ร่างกายของเรากำลังอยู่ในสภาวะแบบไหน” และสำหรับผม นั่นสำคัญกว่าการพยายามหา Zone ที่ “ถูกต้องที่สุด” เสียอีกครับ 😁👌

About