@rsmkr5:

القرآن الكريم
القرآن الكريم
Open In TikTok:
Region: US
Thursday 05 November 2026 03:22:05 GMT
729
139
1
2

Music

Download

Comments

moon.the.world
Moon the world :
يارب اجعلنا منهم برحمتك يا ارحم الراحمين
2026-11-05 12:50:52
1
To see more videos from user @rsmkr5, please go to the Tikwm homepage.

Other Videos

The Intern เวอร์ชั่นเกาหลีไม่ได้เพียงเล่าเรื่องคนต่างวัยที่มาเรียนรู้จากกัน แต่ยังตั้งคำถามกับสังคมการทำงานที่ทุกคนมัวแต่มองไปข้างหน้า จนลืมมองคนข้าง ๆ และสิ่งที่กำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แม้เกาหลีจะรีเมค The Intern มาจากเวอร์ชั่นฮอลลีวู้ดที่ประสบความสำเร็จอย่างมากเมื่อ 11 ปีก่อน แต่เราก็รู้สึกว่าได้ดูหนังเรื่องใหม่ ที่ไม่ซ้ำของเดิม หนังเขามีการปรับบทให้เข้ากับยุคสมัย และที่สำคัญ เข้ากับบริบททางวัฒนธรรมของเกาหลี โดยเฉพาะสังคมการทำงานที่เคร่งครัดและแข่งขันสูงกว่าอเมริกันอย่างชัดเจน แก่นสำคัญของเรื่องยังคงอยู่ นั่นคือ การเรียนรู้จากคนที่แตกต่าง โดยเฉพาะความแตกต่างด้านวัยและประสบการณ์ เพราะแต่ละคน แต่ละเจเนอเรชั่น ต่างมีจุดแข็งที่สามารถนำมาเติมเต็มกันได้เสมอ There’s always something to learn from one another. เรื่องราวยังคงเริ่มต้นจากคุณลุงวัยเกษียณ (ชเวมินชิก) ที่รู้สึกเหงาและว่างเปล่า จึงสมัครเข้ามาเป็นเด็กฝึกงานอาวุโสในบริษัทแฟชั่นสตาร์ทอัพของ CEO สาววัย 30 (ฮันโซฮี) เมื่อคนเหงาเพราะไม่มีงานทำกับคนที่ทำงานหนักจนไม่มีเวลาให้ใครมาเจอกัน ความสัมพันธ์ที่ทั้งอบอุ่นและน่าติดตามจึงเริ่มต้นขึ้น ด้วยความเป็นออฟฟิศแฟชั่นและสตาร์ทอัพที่เติบโตอย่างรวดเร็วในเวลาเพียง 3 ปี ออฟฟิศจึงเต็มไปด้วยความวุ่นวาย รีบเร่ง ตัว CEO ก็ตารางแน่นทุกชั่วโมง จนไม่มีเวลาทานข้าวเที่ยงและไม่มีเวลาให้ครอบครัว และถูกกดดันให้จ้างคนอื่นมาบริหารเป็น CEO แทนเธอ พนักงานในออฟฟิศเองก็ยุ่งหัวหมุนไม่ต่างกัน  แม้จะมี gap เรื่องอายุค่อนข้างเยอะ และคุณลุงก็มีประสบการณ์การทำงานแค่ในสำนักพิมพ์ แต่คุณลุงคูลมาก พยายามปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีและวัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่ และพยายามช่วยจัดการเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่หนุ่มสาวในออฟฟิศมองข้าม เพราะมัวแต่โฟกัสกับงานใหญ่และการก้าวไปข้างหน้า หนังจึงสะท้อนภาพสังคมออฟฟิศและการทำงานที่ทุกคนเอาแต่มองไปข้างหน้า จนลืมมองคนข้าง ๆ และลืมหันกลับมาดูสิ่งที่กำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงานที่ฉกผลงานของคนอื่นไปเอาหน้า หรือนางเอกที่ต้องการพาบริษัทเติบโตและขยายสาขาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนละเลยคนที่บ้าน ในทางกลับกัน ลุงเองก็เป็นตัวแทนของคนที่มีประสบการณ์ชีวิตและการทำงานมานาน มาย้ำเตือนคนรุ่นใหม่ถึง work-life balance เช่น เดินช้า ๆ  บ้าง การทำงานหนักจะทำให้ตายเร็วนะ และมีเวลาครอบครัวบ้าง พักผ่อน อยู่กับปัจจุบัน ชมความสวยงามของสิ่งรอบข้างบ้าง ให้มองความสุขของชีวิตตัวเองในระยะยาวมากกว่าความสำเร็จระยะสั้น บทเรียนชีวิตอย่างนึงที่เราชอบมากจากคุณลุงก็คือ ในวันที่นางเอกเจอเพื่อนร่วมงานหรือพาร์ตเนอร์ที่ไม่ดี หรือสามีทำผิดร้ายแรงต่อเธอ คุณลุงพูดกับนางเอกเหมือนสอนลูกสาวแท้ ๆ เลย สอนให้เข้าใจว่า การที่ใครสักคนปฏิบัติต่อเราไม่ดี มันไม่ได้ทำให้คุณค่าของเราลดน้อยลงแต่อย่างใด เช่น ถ้าสามีนอกใจ แน่นอนว่าสามีผิด เขาก็ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำนั้น เราก็แยกไปส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่ง เรายังสามารถกลับมาทบทวนความสัมพันธ์และตัวเองได้ว่า เรามีส่วนผิดหรือบกพร่องตรงไหน มีอะไรที่ควรทำความเข้าใจหรือปรับปรุง และเราก็แก้ไขปรับปรุงให้ถูกจุด โดยไม่จำเป็นต้องโทษตัวเอง ทิ้งทุกอย่างที่สร้างมา หรือละทิ้งตัวตนและความฝันของตัวเอง เพียงเพราะคนคนเดียวทำให้เราผิดหวังเสียใจ ชีวิตของเราต้องไปต่อ ไม่ว่าจะมีเขาอยู่ในนั้นหรือไม่ก็ตาม เห็นมั้ยว่า บางครั้งคนที่ชวนให้เราเดินช้าลงบ้าง อาจเป็นคนที่พาเราเดินไปข้างหน้าได้ดีที่สุด ซึ่ง ณ ที่นี้ ขวัญไม่ได้หมายถึงแค่คุณลุงในเรื่อง แต่หมายถึง คนข้าง ๆ อย่างคนที่บ้านเราด้วย ใครที่กำลัง burn out หรือขาด work-life balance และไม่อยากแก่ไปเป็นคนที่ตัวเองเกลียด มาเติมไฟใน The Intern เวอร์ชั่นเกาหลีกันได้ รับรองว่า มีครบทั้งดราม่าและคอเมดี้จัดเต็ม และให้รสชาติแตกต่างจากต้นฉบับอย่างแน่นอน ข้อเสียคือ หนังยาวและมี subplot เยอะไปหน่อย จนรู้สึกว่ามันอาจเหมาะกับการนำไปทำเป็นซีรีส์มากกว่าภาพยนตร์ แต่โดยรวม นี่คือรีเมคที่ไม่ได้เพียงเล่าเรื่องเดิมด้วยนักแสดงชุดใหม่ หากบาลานซ์ได้ดีระหว่าง การเคารพแก่นจากเวอร์ชั่นเก่า และการเล่าใหม่ให้เข้ากับบริบทและสังคมใหม่ #รีวิวหนัง #อินเทิร์น #theintern #ฮันโซฮี
The Intern เวอร์ชั่นเกาหลีไม่ได้เพียงเล่าเรื่องคนต่างวัยที่มาเรียนรู้จากกัน แต่ยังตั้งคำถามกับสังคมการทำงานที่ทุกคนมัวแต่มองไปข้างหน้า จนลืมมองคนข้าง ๆ และสิ่งที่กำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แม้เกาหลีจะรีเมค The Intern มาจากเวอร์ชั่นฮอลลีวู้ดที่ประสบความสำเร็จอย่างมากเมื่อ 11 ปีก่อน แต่เราก็รู้สึกว่าได้ดูหนังเรื่องใหม่ ที่ไม่ซ้ำของเดิม หนังเขามีการปรับบทให้เข้ากับยุคสมัย และที่สำคัญ เข้ากับบริบททางวัฒนธรรมของเกาหลี โดยเฉพาะสังคมการทำงานที่เคร่งครัดและแข่งขันสูงกว่าอเมริกันอย่างชัดเจน แก่นสำคัญของเรื่องยังคงอยู่ นั่นคือ การเรียนรู้จากคนที่แตกต่าง โดยเฉพาะความแตกต่างด้านวัยและประสบการณ์ เพราะแต่ละคน แต่ละเจเนอเรชั่น ต่างมีจุดแข็งที่สามารถนำมาเติมเต็มกันได้เสมอ There’s always something to learn from one another. เรื่องราวยังคงเริ่มต้นจากคุณลุงวัยเกษียณ (ชเวมินชิก) ที่รู้สึกเหงาและว่างเปล่า จึงสมัครเข้ามาเป็นเด็กฝึกงานอาวุโสในบริษัทแฟชั่นสตาร์ทอัพของ CEO สาววัย 30 (ฮันโซฮี) เมื่อคนเหงาเพราะไม่มีงานทำกับคนที่ทำงานหนักจนไม่มีเวลาให้ใครมาเจอกัน ความสัมพันธ์ที่ทั้งอบอุ่นและน่าติดตามจึงเริ่มต้นขึ้น ด้วยความเป็นออฟฟิศแฟชั่นและสตาร์ทอัพที่เติบโตอย่างรวดเร็วในเวลาเพียง 3 ปี ออฟฟิศจึงเต็มไปด้วยความวุ่นวาย รีบเร่ง ตัว CEO ก็ตารางแน่นทุกชั่วโมง จนไม่มีเวลาทานข้าวเที่ยงและไม่มีเวลาให้ครอบครัว และถูกกดดันให้จ้างคนอื่นมาบริหารเป็น CEO แทนเธอ พนักงานในออฟฟิศเองก็ยุ่งหัวหมุนไม่ต่างกัน แม้จะมี gap เรื่องอายุค่อนข้างเยอะ และคุณลุงก็มีประสบการณ์การทำงานแค่ในสำนักพิมพ์ แต่คุณลุงคูลมาก พยายามปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีและวัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่ และพยายามช่วยจัดการเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่หนุ่มสาวในออฟฟิศมองข้าม เพราะมัวแต่โฟกัสกับงานใหญ่และการก้าวไปข้างหน้า หนังจึงสะท้อนภาพสังคมออฟฟิศและการทำงานที่ทุกคนเอาแต่มองไปข้างหน้า จนลืมมองคนข้าง ๆ และลืมหันกลับมาดูสิ่งที่กำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงานที่ฉกผลงานของคนอื่นไปเอาหน้า หรือนางเอกที่ต้องการพาบริษัทเติบโตและขยายสาขาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนละเลยคนที่บ้าน ในทางกลับกัน ลุงเองก็เป็นตัวแทนของคนที่มีประสบการณ์ชีวิตและการทำงานมานาน มาย้ำเตือนคนรุ่นใหม่ถึง work-life balance เช่น เดินช้า ๆ บ้าง การทำงานหนักจะทำให้ตายเร็วนะ และมีเวลาครอบครัวบ้าง พักผ่อน อยู่กับปัจจุบัน ชมความสวยงามของสิ่งรอบข้างบ้าง ให้มองความสุขของชีวิตตัวเองในระยะยาวมากกว่าความสำเร็จระยะสั้น บทเรียนชีวิตอย่างนึงที่เราชอบมากจากคุณลุงก็คือ ในวันที่นางเอกเจอเพื่อนร่วมงานหรือพาร์ตเนอร์ที่ไม่ดี หรือสามีทำผิดร้ายแรงต่อเธอ คุณลุงพูดกับนางเอกเหมือนสอนลูกสาวแท้ ๆ เลย สอนให้เข้าใจว่า การที่ใครสักคนปฏิบัติต่อเราไม่ดี มันไม่ได้ทำให้คุณค่าของเราลดน้อยลงแต่อย่างใด เช่น ถ้าสามีนอกใจ แน่นอนว่าสามีผิด เขาก็ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำนั้น เราก็แยกไปส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่ง เรายังสามารถกลับมาทบทวนความสัมพันธ์และตัวเองได้ว่า เรามีส่วนผิดหรือบกพร่องตรงไหน มีอะไรที่ควรทำความเข้าใจหรือปรับปรุง และเราก็แก้ไขปรับปรุงให้ถูกจุด โดยไม่จำเป็นต้องโทษตัวเอง ทิ้งทุกอย่างที่สร้างมา หรือละทิ้งตัวตนและความฝันของตัวเอง เพียงเพราะคนคนเดียวทำให้เราผิดหวังเสียใจ ชีวิตของเราต้องไปต่อ ไม่ว่าจะมีเขาอยู่ในนั้นหรือไม่ก็ตาม เห็นมั้ยว่า บางครั้งคนที่ชวนให้เราเดินช้าลงบ้าง อาจเป็นคนที่พาเราเดินไปข้างหน้าได้ดีที่สุด ซึ่ง ณ ที่นี้ ขวัญไม่ได้หมายถึงแค่คุณลุงในเรื่อง แต่หมายถึง คนข้าง ๆ อย่างคนที่บ้านเราด้วย ใครที่กำลัง burn out หรือขาด work-life balance และไม่อยากแก่ไปเป็นคนที่ตัวเองเกลียด มาเติมไฟใน The Intern เวอร์ชั่นเกาหลีกันได้ รับรองว่า มีครบทั้งดราม่าและคอเมดี้จัดเต็ม และให้รสชาติแตกต่างจากต้นฉบับอย่างแน่นอน ข้อเสียคือ หนังยาวและมี subplot เยอะไปหน่อย จนรู้สึกว่ามันอาจเหมาะกับการนำไปทำเป็นซีรีส์มากกว่าภาพยนตร์ แต่โดยรวม นี่คือรีเมคที่ไม่ได้เพียงเล่าเรื่องเดิมด้วยนักแสดงชุดใหม่ หากบาลานซ์ได้ดีระหว่าง การเคารพแก่นจากเวอร์ชั่นเก่า และการเล่าใหม่ให้เข้ากับบริบทและสังคมใหม่ #รีวิวหนัง #อินเทิร์น #theintern #ฮันโซฮี

About